จังโก้'s profileพื้นที่การระบาย และโวยวา...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 05

    ย้อนเวลาหาอดีต (ณ มสธ.)

    ไม่เกี่ยวอะไรกับ Time machine หรือหนงหนังที่สามารถย้อนเวลาได้หรอกครับ เพียงแต่เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพฯ ของสาขาวิชาที่เรียน ณ มสธ. นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการย้อนเวลาหาอดีต ซึ่งไม่ได้มีส่วนให้ไปโผล่โลกแห่งอดีตกาลหรือดูอ่อนเยาว์ลงแต่อย่างไร 555 แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมิตรภาพแห่งวัยเรียนที่มีอยู่เสมอ แม้เราจะผ่านโลก ผ่านร้อนหนาวมามากมายเพียงใด เมื่อกลับไปสู่การเป็นนักเรียนนักศึกษา วันแรกทุกคนต่างดูสมวัย (แก่เป็นแก่เลย 555++) วันที่สองทุกคนดูเหมือนจะเด็กลง ยิ่งวันที่สามทุกคนยิ่งเด็ก วันสุดท้ายเริ่มติ๊งต๊องกันเลยทีเดียว เพราะอะไรเหรอ ก็ด้วยความสนิทสนมที่เพิ่มทวี และการลบทิ้งดีกรีที่เป็นหัวโขนจากที่ทำงาน จากบริษัท มาที่ตรงนี้ทุกคนคือเพื่อน แม้บางคนจะผ่านงานมามากมาย แต่เราก็ต้องไปด้วยกัน ช่วยกันเพื่อให้ผ่านจุดหมาย (การบ้าน, รายงาน แหม.. พูดซะเวอร์ 55) ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพ ขอบคุณสำหรับความรักที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

     

    September 08

    Facebook ยังไงก็ยังไม่ใช่แนว...

    ยังคงเป็น... อืม จะเรียกว่าอะไรดี โปรแกรม หรือ Web Hose เอางี้.. แป๊ปนะ นี่เลยยย ได้มาจาก Google เมื่อกี้แหละ => Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study and live around them. แปลเป็นไทยเสร็จสรรพ => Facebook เป็นเครื่องมือในการเข้าสังคม ซึ่งเชื่อมต่อผู้คนกับเพื่อน และคนอื่นๆ ซึ่งทำงาน เรียน และใช้ชีวิตอยู่รอบข้าง 555++ ก็ถือว่าโอเค๊อ่ะน๊า ตอนนี้ก็ยอดฮิตติดอันดับ เผลอๆจะพอๆกับฮิฮ่า (HI5) แล้วกระมัง แต่ด้วยความที่ใช้ Space มานานมากแล้ว ก็เล้ยยย ไม่ใคร่อยากจะเปลี่ยนใจเท่าไหร่ แต่ก็มิวายไปลงทะเบียนเป็นสมาชิกไว้ ด้วยความที่ญาติสนิทมิตรสหาย เชื้อเชิญเข้ามาทางเมลไม่เว้นแต่ละวัน แต่ขอบอกว่า ไม่ได้ไปตกแต่งอะไรเพิ่มเติมเล้ยยย เห็นเค้าบอกว่าสามารถเสพติดได้พอๆกับฮิฮ่า และมีแววว่าจะรุนแรงกว่าด้วยยย โหหห ขนาดนั้น เอาเป็นว่ายอมให้โดนประณามว่าล้าสมัย เพราะอย่างไรก็ยังเชื่อมั่นใน Space และความเป็นไปของ Window live ที่ยั่งยืนมั่นคง ไปกับ MSN และ Hotmail วันนี้แอบเข้าไปดู Facebook ของพี่ที่บริษัท และสหายบางท่าน อืมมม ก็น่ารักดีอ่ะน๊า... แต่ยังไงก็ยังไม่ใช่แนวอ่ะคร้าบบบ 555++ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    August 25

    ทูโทน : โชคดีที่มีเพื่อน (เพื่อนดี)

    เมื่อวันพุธที่แล้วฤกษ์งามยามดี เลยตัดสินใจนำเจ้าสโนวี่ รถคู่ใจไปลบริ้วรอยแห่งวัย โดยการเคลมประกัน เนื่องด้วยการเดินทางที่แสนยาวไกลระยะแสนสองหมื่นกว่ากิโล ในเวลากว่า 30 เดือน ทำให้เจ้าสโนวี่ปรากฎริ้วรอยแห่งวัยทั้งหน้า ทั้งหลัง ทั้งล้อ เอาหล่ะเคลมเสร็จสรรพ ก็ขับไปที่อู่ สอบถาม ต่อรอง ตกลง ปรากฎว่าต้องใช้เวลาในการซ่อมประมาณ 1 อาทิตย์ โหหห ไม่สามารถจอดรถได้นานขนาดนั้นแน่ๆ ด้วยสภาพของงานที่ต้องเดินทางไปตามโรงงานต่างๆ มิหนำซ้ำก็ต้องไปที่กรุงเทพอีก ก็เลยหาทางออกโดยการโทรหาเพื่อน ท่านที่หนึ่ง เจ้าของสำนักแต่ง : “ยินดีช่วยเหลือมากมาย จัดไปไม่มีตัญหา เอ้ยย ปัญหา ท่านที่สอง : น้องเจ้าของกันชนหน้า-หลัง ที่ถอดฝากไว้ที่ร้าน ตามสบายน้า ว่าแต่น้าเมารึเปล่าค่ะ นั่นมันคนละสีเลยนะคะท่านที่สาม : น้องเจ้าของล้อแม็ค VIP (แม็คเดิมๆขอบ 15”) ที่เพิ่งเปลี่นแม็คแล้วก็ถอดรอขายไว้ที่ร้าน “No problem คับเพ่ ว่าแต่ยางมันแตกวงนึง เดี๋ยวเย็นๆผมเอายางอะไหล่เข้าไปให้โทรเสร็จสรรพ แน่นอนไม่ต้องจอดรถรอซ่อม ให้ทางอู่ถอดอะไหล่ไปเลย

    รอบแรก : ถอดกันชนหน้า กันชนหลัง ที่อู่ แล้วก็ขับโล่งๆ มาใส่กันชนของน้องคนสวย ที่ร้านเจ้าสำนัก และแล้วเจ้าสโนวี่ก็กลายเป็นสี ทูโทน

    รอบสอง : ยกล้อแม็คที่ร้านใส่รถ กลับมาที่อู่ เปลี่ยนใส่แม็ค VIP 15” พร้อมยางอะไหล่ (ของเรา) ขนาด 16” (ซึ่งไม่ได้มีความสมดุลเล้ยยย ขับแบบเอียงๆ ไปเรื่อยๆ)

    รอบสาม : ไอ้น้องเอาแม็คอะไหล่ขนาด 15” มาให้เปลี่ยน เสร็จสิ้นกระบวนการ....

    เกือบอาทิตย์ผ่านไป พรุ่งนี้ละเจ้าสโนวี่ก็จะกลับมาสวยสง่างามเหมือนเดิม  แต่สิ่งที่อยากจะขอบคุณก็คือ เหล่าสหายทั้งหลายที่ให้การช่วยเหลือด้วยน้ำใจกันจริงๆ ลองนึกภาพที่ผมไม่มีรถใช้งาน 1 อาทิตย์ คงเป็นอะไรที่วุ่นวายมากๆ  การมีเพื่อน ไม่จำเป็นต้องคาดหวังอะไร หากคบด้วยใจ น้ำใจก็ตามมา... โชคดีที่มีเพื่อนดี ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    August 24

    เป็นอะไรมาไม่รู้ อยากให้ดูต้องเสีย 900

     เมื่อวานตื่นเช้ามาด้วยอาการปวดตา(ซ้าย) อย่างไม่ทราบสาเหตุ แก้ไขโดยการใช้น้ำยาล้างตาล้างไปหนึ่งรอบ และนอนพักสายตาด้วยความหวังว่าตื่นขึ้นมาอาการจะหายขาด แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ดันมีอาการบวมขึ้นมาอีก ... รอจนเกือบค่ำ เลยตัดสินใจต้องไปหาหมอซะแล้ว ไม่อยากจะเสี่ยงกับอวัยวะชิ้นนี้ เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุแล้วก็มองแบบตาพร่าๆ เหมือนมีใยแมงมุมมาบังตาอยู่อย่างนั้น เกือบปีกว่าจะหายขาด ตัดสินใจไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสัญญาการรักษากับบริษัทฯ พูดง่ายๆก็คือ ไม่ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน...

    ไม่บ่อยครั้งนักที่ผมจะเข้าโรงพยาบาล แต่ทุกครั้งที่ไปไม่ว่าจะไอ มีน้ำมูก ปวดหลัง หรือครั้งนี้ปวดตา ขั้นต่ำของค่ารักษาพยาบาล (ค่าวิชาชีพ, ค่าเครื่องมือ ฯลฯ) นั่นคือ 900 บาท ครั้งนึงไปด้วยอาการไข้หวัดธรรมดา แต่ไม่อยากเสียเงินซื้อยาตามร้านขายยา เลยไปใช้สิทธิที่มี ปรากฎว่า ไทลีนนอล 2 แผง + ยาแก้อักเสบสำหรับ 15 เม็ด ค่าปรึกษาก็คือ เก้าร้อยกว่าบาท ไทลีนอลผมให้เต็มที่เลยแผงละ 12 บาท ยาแก้อักเสบให้แบบว่ารวยกันไปเลยเม็ดละ 5 บาท (จริงๆแล้วผมเคยถามเซลล์ขายยา ได้ความรู้มาว่า ยาแก้อักเสบ หรือที่เรียกว่าอีม๊อกซี่ขนาด 500 มิลลิกรัม ต้นทุนไม่เกิน 25 สต.ต่อเม็ด พูดง่ายๆถ้านำมาขายเม็ดละ 5 บาท กำไรก็คือ 20 เท่า หรือ 2000% คิดเล่นๆ ถ้าขายยาแก้อักเสบในราคา 5 บาทให้ได้หนึ่งล้านบาท จะใช้ต้นทุนเพียง 50,000 บาทเท่านั้น !!!!!! ) นั่นรวม ค่ายา ทั้งหมดแล้วก็ 99 บาท ค่าวิชาชีพแพทย์ พอเข้าใจ ไม่ถือว่าเอาเปรียบกันมาก เรียนมาเยอะ ใช้ความพยายามสูง ค่าใช้จ่ายสูง (ถ้าไม่ได้เป็นนักเรียนทุน) ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ วัดความดัน วัดอุณหภูมิ ไม้ไอติม ไฟฉาย เท่าที่เห็นว่าทิ้งลงขยะก็มี ปลอกหุ้มปรอท กับไม้ไอติม ก็เก็บเงินกันไปหลายร้อยทีเดียว ค่าบริการ อีกส่วนนึง.... นี่ยังไม่พูดถึงคนที่เจ็บป่วยจนถึงขั้นนอนค้าง ถึงกับหายป่วยหรือไม่ก็เกือบเสียชีวิตไปเลย หากได้เห็นบิลเรียกเก็บเงินในตอนเช้า !!!

    ที่เขียนมาทั้งหมด ผมก็เข้าใจนะครับว่าเป็นเรื่องของธุรกิจ ซึ่งมันไม่ค่อยจะไปด้วยกันได้ดีเท่าไหร่กับเรื่องของจรรยาบรรณ (ทางการแพทย์) ทั้งนี้ผมก็คิดว่าอยู่ที่ผู้ใช้บริการเหมือนกัน หากเค้ารายได้ไม่พอคงจะไม่มาใช้บริการที่นี่หรอก แต่ผมกังวล กรณีคนที่หลงเข้ามาโดยหารู้ไม่ว่าค่าใช้จ่ายสูงเพียงใด เล็กๆน้อยๆ พอทราบค่าใช้จ่ายแล้วไม่ไหวก็พอเปลี่ยนได้ แต่ถ้าคุณกำลังจะตายหล่ะ !!! ถ้าคุณไม่มีเวลาเหลือแม้เพียง 5 นาทีหล่ะ !!! สถิติของการช่วยชีวิตกรณีฉุกเฉินไม่มีเวลาสำหรับการย้ายโรงพยาบาลหรอกครับ เชื่อผม... นี่เงินคือคำตอบสำหรับทุกอย่างแล้วใช่หรือไม่ครับ... ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้ 

     

     

    August 19

    เมื่อรักใครไปแล้ว มันเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก....

     หูยยย ขึ้นต้นซะหวานปานละครน้ำเน่าเลยนะเรา แต่หาใช่ละครน้ำเน่าแต่อย่างใด มันคือคำพูดหนึ่งของพระเอกในหนังไทยเรื่อง ม. 3 ปี 4 เรารักนายต่างหากเล้า... ไม่ได้จะมาทำซึ้งอะไรหรอก หลังจากเลิกงานเมื่อวาน (ซึ่งเป็นวันที่ไม่ค่อยมีงาน และทำตัวให้ไม่ค่อยมีงานด้วยในรอบสองเดือน=>ขี้เกียจก็บอกเหอะ) ก็มีเวลาพอสมควรที่จะเดินตลาดนัด ทำตัวให้ว่างอย่างที่ตั้งใจ สถานที่แรกที่ผมมักมุ่งจะไปอยู่เสมอสำหรับตลาดนัดก็คือ แผงขาย DVD แล้วคำถามแรกที่ปรากฎทุกครั้งในการสนทนากับผู้ประกอบการก็คือ เรื่องไหนมาสเตอร์ใหม่??? สำหรับคอหนังแผ่นผี (ไม่เกี่ยวกับเด็กผี เด็กเป็ด เด็กหอย!!!) คงไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาว แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่ หรือใคร่แต่ซื้อแผ่นแท้ตามร้านขาย DVD บนห้างแล้วล่ะก็คงไม่เข้าใจเป็นแน่แท้ ว่าผมจะถามทำขี้เกลืออะไร ว่าแผ่นไหนมาสเตอร์ แน่นอนตามแผงหนังที่ผมชอบไปซื้อมักจะมีทั้งมาสเตอร์แท้ มาสเตอร์เทียม หนังโซน 1 โซน 2 ซูมมาก ซูมน้อย ซูมชัด ซูมเบลอ ซูม 99.99% (ประหนึ่งความบริสุทธิ์ของทองคำ) นั่นจึงเป็นที่มาของคำถาม เรื่องไหนมาสเตอร์ใหม่??? (ว่ะน้อง) =>แสดงความสนิทจากการมาซื้อบ่อยจนน้องเค้าจำได้... เพื่อความชัดของหนัง และด้วยราคาที่แสนจะถูก (50 บาท/แผ่น) การรับประกันความพอใจ (ไม่ชัด ไม่อ่าน.. มันเปลี่ยนให้หมด) บริการที่โดนใจวัยโจ๋ (อย่างผม) ความสะดวก ฯลฯ นั่นทำให้ผมเลือกซื้อ... แต่กระนั้นก็ต้องขออภัยเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหลายมา ณ ที่นี้ด้วยละกันนะคร้าบบบบ... (จะโดนตามมาจับไม๊เนี่ย)

    เกริ่นมามากมาย กลับมาที่หัวเรื่องได้แล้ว... อืมมม ด้วยความที่ซื้อหนังบ่อย บ่อยแค่ไหนเหรอ ก็ประมาณว่าถ้ารวมทุกแผ่นทั้งที่บ้าน และที่ถูกยืม (แล้วไม่คืน) นำมาเรียงกันตามแนวนอนจากพื้นบ้าน ตอนนี้ความสูงที่ได้ก็น่าจะเกือบถึงหลังคาแล้วหล่ะ !!! ทำให้เมื่อวานแทบจะไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่ยังไม่เคยดูในแผงขาย (เฉพาะหนังที่น่าดูนะ) จากที่คนขายชี้บอก นี่ครับมาสเตอร์ใหม่ นี่ นี่ แล้วก็นี่ นี่ก็ใหม่ครับ ห้าเรื่องที่มันชี้ ตรูดูหมดแล้วววว ก็มีเพียงเรื่องนี้แหละ ม. 3 ปี 4 เรารักนายที่ยังไม่เคยดู!!! เหมือนแว๊บๆว่าเกือบได้ดูที่โรงหนัง แต่ยุ่งๆอะไรประมาณนี้ก็เลยอด... สุดท้ายรายจ่ายจากการสนทนาและคัดสรรค์สำหรับวันนี้ก็คือ 50 บาทขาดตัว

    ซื้ออาหารหมา อาหารปลา เสร็จสรรพ กลับบ้าน....อาบน้ำ นอนนนน เห้ยย ยัง แหมมมม จะเล่าทำไมซะยืดยาววว อาบน้ำนอนซะงั้น อาบน้ำเสร็จ ก็ตั้งท่าเลย เตรียมโซฟาในองศาการเอนเบาะที่เหมาะสม เตรียมหมอนรองหลัง เตรียมแว่นสายตา (สั้น.. อืม เชื่อเหอะว่าสั้น อย่าเถียงดิ แต่สั้นเฉพาะสายตานะ !!!) สุดท้าย ปิดเสียงโทรศัพท์ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเอาตะกร้อใส่ปากไอ้ไข่ขาวด้วย กลัวมันจะเห่าตอนเราซึ้ง เสี้ยรมณ์ แต่ก็ไม่มี... เอ้าดูได้ยัง... โอเช...

    เรื่องราวก็เป็นอะไรที่ไม่ไกลตัววัยรุ่นปัจจุบันมากนัก ทำให้ผมเข้าใจเนื้อเรื่องเป็นอย่างดี (555 วัยรุ้น วัยรุ่น คริๆๆ) เกริ่นนำด้วยการที่วัยรุ่นสองคนรู้จักกันผ่านโลกแห่งไซเบอร์ด้วยโปรแกรมแชทที่ฮิตที่สุดในจักรวาลตอนนี้ ก็คือ MSN จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ความสนิทสนมทวีคูณ ทำให้คนสองคนจากที่ที่ห่างไกล (กรุงเทพ-ภูเก็ต) ได้มาพบกัน เรื่องราวกุ๊กกิ๊กน่ารักในช่วงต้น แสดงให้เห็นความรักระหว่างครอบครัว พี่น้อง เพื่อน และมาพลิกผันให้เศร้าในช่วงท้าย ไม่อยากเล่าเนื้อเรื่องทั้งหมด เผื่อใครอยากไปดูเดี๋ยวจะไม่สนุกเอา... แต่สิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้ชัดๆก็คือ การแสดงให้เห็นถึงอนุภาคของความรักในหลายๆมิติ ผมว่าเยี่ยมทีเดียวสำหรับหนังไทย... แต่ผมคงจะไม่อินกับมันซักเท่าไหร่หากไม่เคยเล่น MSN และมีเพื่อนผ่านทาง MSN มาแล้วมากมาย ทั้งทักทายกันอยู่ ทั้งห่างหายกันไป ทั้งเคยเจอ ทั้งไม่เคยเจอ ทั้งเคยรัก และทั้งเกือบจะรัก... และคงไม่อินกับมันมากหากเมื่ออดีตไม่ได้เป็นคนทุ่มเทกับความรักขนาดนั้น เพื่อนๆถึงขนาดด่าผมว่าไอ้คลั่งกันเลยทีเดียว...

    สรุป ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเริ่มด้วยวิธีการไหนก็เหอะ สาระสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนมากกว่า... ถ้าไม่เข้าใจกัน ถ้าโกรธกัน ป้าแหม่มในหนังเรื่องนี้บอกไว้คำเดียวว่าต้อง เคลียส์โอเค๊... ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

     

    July 14

    บอกแล้วว่ามันไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด….

    ด้วยความที่ผมทำงานด้าน SHEQ เราอ่านว่า เชค ไม่ใช่งานกาตูนร์ยักษ์ตัวสีเขียวอย่างที่คุณคิดหรอกครับ ไอ้เชค (SHEQ) ตัวนี้ประกอบด้วย S = Safety and Security, H = Health, E = Environmental, Q = Quality แปลเป็นไทยก็ ความปลอดภัย สวัสดิภาพ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพ และแน่นอน เรื่องสุขภาพ ก็ทำให้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับโครงการป้องกันการแพร่ระบาดของ โรคไข้หวัดใหญ่ 2009” (แต่ก็มีพนักงานบางคนยังเรียกว่า ไข้หวัดหมู) จริงๆมันก็ตั้งแต่ปีที่แล้วล่ะ ก็เรื่อง ไข้หวัดนก ที่ระบาดนั่นก็ทำให้วุ่นวายกันพักใหญ่แต่ก็โชคดีที่ระงับไว้ได้ ไม่ค่อยแพร่ระบาด และที่สำคัญไม่มีการติดต่อถึงพนักงานเรา ด้วยความที่เคยทำเรื่องไข้หวัดนกมาก่อนในปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย (Policy) แผน (Plan) หรือระเบียบการปฏิบัติงาน(Procedure) เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคฯ เราจึงมีการร่างกันพอสมควรแล้ว จึงมีการประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ช่วงแรกๆของการระบาด ตั้งแต่อยู่ประเทศแม็คสิโก (Mexico) (ตอนนั้นยังไม่มี confirm case ในประเทศไทย) แน่นอน Mexico บางคนยังไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงส่วนไหนของโลก บางคนเคยได้ยินจากทีมฟุตบอล ที่ในบ้านเราเรียกว่า แดนจังโก้ แต่ถ้าคุณเคยถามคนที่มาจาก Mexico นะว่า Are you come from Junkgo???? ฝรั่งมันจะงงเลยว่า จังโก้คืออะไรฟร่ะ??? กรูคน Mexico แสรดดดด เคยไปหาความหมายในอินเตอร์เนท เค้าบอกว่าเราเอาคำว่าจังโก้ มาจากหนังฝรั่ง เรื่องจังโก้ ซึ่งในเรื่องพระเอกมาจาก Mexico!!!!! นอกเรื่องไปกันใหญ่ เอาไว้จะหามาให้อ่าน... กลับมาต่อเรื่องไข้หวัดใหญ่ฯ ด้วยความที่มันไกลมาก ไกลแสนไกล ไกลจนนึกไม่ออกว่า ไอ้โรคนี้ที่เมื่อตอนเริ่มแพร่พันธุ์ ขนานนามกันว่าไข้หวัดหมู จะมาติดตรูได้อย่างไร... ผมจะโทษนิสัยคนไทยก็ดูจะดูรุนแรงไป ว่าไม่ค่อยสนใจอะไรที่ไกลตัว เอาเป็นว่ากลายเป็นเรื่องขำๆ สำหรับพนักงานส่วนใหญ่ก็แล้วกัน เวลาที่ผมสอนเรื่องการป้องกันการติดต่อในเรื่องนี้... ตอนนั้นองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศการแพร่ระบาดในระดับ 4 หรืออย่างไรไม่แน่ใจ เดี๋ยวจะอธิบายให้เข้าใจคร่าวๆนะครับ (เอาเท่าที่นึกออกนะ อาจจะผิดแต่ก็คงนิดหน่อย)

    ระดับ 1 เป็นการเกิดเชื่อในสัตว์ แต่ยังไม่มีการแพร่ระบาด

    ระดับ 2 เป็นการเกิดการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน แต่ในพื้นที่นั้นๆ ที่มีการเกิดเชื้อ

    ระดับ 3 เป็นการติดต่อเชื้อจากคนสู่คน แต่ในระดับตำบล/อำเภอ/จังหวัด

    ระดับ 4 เป็นการติดต่อเชื้อจากคนสู่สน แต่ใหญ่ขึ้นในระดับประเทศ

    ระดับ 5 เป็นการติดต่อเชื้อจากคนสู่คน ในระดับภูมิภาค เช่น เอเชีย, แอฟริกา

    ระดับ 6 เป็นการติดต่อเชื้อจากคนสู่คน ในระดับโลก (นั่นก็คือปัจจุบันที่ WHO ประกาศ)

    ปล.ข้อมูลเรื่องระดับหากจะเอาไปใช้ในทางวิชาการกรุณาตรวจสอบก่อนนะครับ ผมก็พิมพ์ไปเรื่อยๆ ตามที่เรียนมา ไม่ได้เปิดอ่านก่อนพิมพ์อ่ะครับ... กลับมาที่กลุ่มบริษัทผม เพื่ออะไรมิทราบแต่ก็ทำให้แตกต่าง (อาจเพราะการจัดการที่ง่ายและกระชับกว่า) เราแบ่งระดับการแพร่ระบาดออกเป็นแค่ 4 ระดับ นั่นคือ ระดับสีเขียว เทียบได้กับ 1-3 ของ WHO ระดับสีเหลืองอำพัน (ทำไมต้องมีอำพัน อือ..ไม่รู้เหมือนกันว่ะ !!!) เทียบได้กับ ระดับ 4-5 ของ WHO ระดับสีแดง นั่นหมายถึงระดับ 6 ของ WHO และระดับสีดำ พูดง่ายๆก็ยิ่งกว่าระดับ 6 ของ WHO เค้าอีก.... ตอนนี้กลุ่มบริษัทเราประกาศอยู่ที่ระดับสีเหลืองอำพัน ก็มีนู่นนี่ให้ทำเพิ่มอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นแผนงานต่างๆ ที่แน่ๆไม่ว่าใครเดินเข้ามาบริษัทเราก็ต้องจับตรวจวัดอุณหภูมิกันก่อนเลย... แต่ที่เล่ามาทั้งหมดไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ ประเด็นก็คือ มีรายงาน.....(เว้นไว้ให้เติมเอง)คนแรกที่ติดเชื้อแล้ว... แล้วก็มีงานเข้าอีกเพียบ เพราะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้วครับ ใกล้เข้ามาๆ ยิ่งเราเป็น Trainer ถ้าตัวเองติดเชื้อเองคงไม่ขำแน่นอน... ก็ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีละกันนะครับ บอกแล้วว่ามันไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด. ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    ปล.เพิ่มเติมให้เผื่อจะเป็นความรู้... หลังจากโพสแล้วก็ไปอ่าน เรื่อง การจำแนกระยะการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะได้ถูกต้องจริงๆ ไม่มั่ว 555++

    ระยะที่ 1 ไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคน มีความเสี่ยงต่ำที่คนจะติดเชื้อ

    ระยะที่ 2 ไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคน เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่แพร่กระจายอยู่ในสัตว์ (เช่น นก) มีความเสี่ยงมากที่จะติดต่อมาสู่คน

    ระยะที่ 3 มีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคน แต่ยังไม่มีการแพร่จากคนสู่คน ยากมากที่จะมีการติดต่อจากคนสู่คนในวงกว้าง นอกจากสัมผัสผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดมากๆ

    ระยะที่ 4 มีการติดต่อจากคนสู่คนในกลุ่มเล็กๆ การติดเชื้อเกิดในพื้นที่จำกัด

    ระยะที่ 5 มีการติดต่อจากคนสู่คนในกลุ่มใหญ่ขึ้น การติดเชื้อยังคงอยู่เฉพาะพื้นที่

    ระยะที่ 6 การติดต่อจากคนสู่คนในกลุ่มประชากรทั่วไปยังคงดำเนินต่อไปและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

     

     

    July 13

    เดือนแห่งการทดสอบ....

    งานหลวง วันที่ 1-6 อบรมพนักงานที่เหมราชตะวันออก/ ทำรายงานประจำเดือน /ประชุม/ งานเลี้ยงตอนเย็นติดต่อกัน 3 วัน วันที่ 8-10 สรุปงาน เตรียม Audit ทำประเมินผู้รับเหมาทุกสาขา (รปภ.) ที่มาบตาพุด กินกาแฟ ปวดหัว โดดงาน วันที่ 13 ประชุมที่อีสเทิร์นซีบอร์ด วันที่ 14 ซ้อมแผนฉุกเฉินแถวโรงแยกก๊าซ (ยกเลิก) มีประชุม (ยกเลิก) ??? วันที่ 15 ประชุมเหมราชเช้า โรงแยกก๊าซบ่าย วันที่ 16-17 Audit มาบตาพุด (ยกเลิก) มีประชุมที่เวลโกร (ยังไม่ Confirm) วันที่ 20 ประชุมที่ Distribution center วันที่ 21-23 Audit ที่เวลโกร วันที่ 24 ประชุมมาบตาพุดเช้า บ่ายแถวๆ IRPC วันที่ 27-31 เวลโกร บางปู มาบตาพุด......... ฯลฯ  ยังมี H1N1 กับพวกภูมิภาค South-East Asia มาให้วุ่นวายอีกวุ้ยยย

     

    งานราช แม่มาเที่ยวระยอง ประชุมจัดตั้งสมาคมศิษย์เก่า (กรรมการ) เลี้ยงรุ่น(พิธีกร/นำกิจกรรม) งานแต่ง(พิธีกร) เตรียมงานรวมตัว Civic(พิธีกร/นำกิจกรรม) ยางแตก ติดมุ้งลวดเหล็กดัด ปลวกขึ้นบ้าน หาคนมาตัดหญ้า ..... ฯลฯ

     

    แค่บ่นๆแหละ ว่าทำไมมันมีกิจกรรมมากมายขนาดนี้ฟร่ะ ว่าจะไม่บ่นแล้วน๊า...555++  ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

     

    June 22

    คุณอยู่แต่บ้านได้นานเท่าไหร่...

    ท่านเคยรู้สึกมั้ยครับว่าชีวิตคนเราเนี่ย ทำไม๊ ทำไม มันช่างยุ่ง วุ่นวาย มีเรื่องมากมายให้เกี่ยวข้อง อืมม ผมก็เป็นคนนึงที่รู้สึก ประสบ และพบเจอ... เท่าที่จำได้ก็คือ ผมไม่เค้ยย ไม่เคย ที่จะอยู่บ้านโดยไม่ออกไปไหน ทั้งเสาร์ ทั้งอาทิตย์ มานานนนนนนน อืมม นานจนจำไม่ได้ เพราะฉนั้นต้องบอกว่า เท่าที่จำได้ คือ ไม่เคยเลย

    เสาร์-ติ๊ด ที่ผ่านมาเลยตั้งปฏิญาณเล่นๆ ว่าจะไม่ออกไปไหน นับตั้งแต่วินาทีที่เข้าบ้านในวันศุกร์... เริ่มปฏิบัติการ โดยการไปซื้อกับข้าวมากักตุนไว้ ก็ซื้อทั้ง หมู เห็ด เป็ด ไก่ อืมมม ไม่มีเป็ดกะไก่ เปลี่ยนเป็น หมู เห็ด ปลา ผัก ละกัน.. ขะหน๋ง ขนม เบ็ดเสร็จ 300 กว่าบาท.. เดินทางกลับบ้าน เวลาไม่เกินหนึ่งทุ่ม เอาหล่ะ... 48 ชั่วโมงถัดจากนี้ ข้าพเจ้าจะดำรงชีวิตโดยการอยู่แต่ภายในบ้าน จะไม่ออกไปไหนอย่างเด็ดขาด... กระแส Reality Show ก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว เพิ่งจะมาอินกะเค้า... ทำกับข้าว กินข้าว ดูทีวี ดูหนัง เล่นเนท เล่นเกมส์ นอน ทำงาน นอน กิน เล่นเนท ทำกับข้าว ดูหนัง อาบน้ำ กิน .... วนเวียนอยู่อย่างนั้น... และแล้ววววว หนึ่งทุ่มกว่าๆของวันอาทิตย์... เย้ๆๆ ครบ 48 ชม.แล้วววว... ไปกินติม Sven Sense’s ที่แหลมทองดีก่า... ป่ะๆๆ 48 ชม.แย้วววว เย้ๆๆโธ่ๆๆๆ นึกว่าจะอยู่ได้ยันเช้าวันจันทร์ พ่อคู้นนนนน 5555++ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    June 13

    เลี้ยงรุ่น...

     พวกเรานิยามการพบปะสังสรรค์ของเพื่อนที่จบการศึกษาจากสถาบันเดียวกัน ปีเดียวกัน คณะเดียวกัน ว่า เลี้ยงรุ่นแต่ถ้าเฉพาะเจาะจงเป็นสาขาวิชาเราก็เรียกว่า เลี้ยงเอกเร็วๆนี้จะมีการเลี้ยงรุ่นของผม เราเรียกว่ารุ่น PH04 ซึ่งก็คือ รุ่นที่ 4 ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (Public Health Faculty, Burapha University) เราจัดกันเป็นประจำตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา ก็ปีละครั้ง ปีนี้ก็ครั้งที่ 9 ถ้าจำไม่ผิดครั้งที่มีเพื่อนมามากสุดก็ 42 คน จาก 59 คน (ที่จบ) ตอนแรกเลยมีทั้งหมด 65 คน ลาออกไป 2 ตาย 1 รีไทร์ 3 และครั้งที่มาน้อยที่สุดก็คือ 8 คน ซึ่งนั่นก็คือปีที่ผมไม่ได้ไป เนื่องจากมีธุรกิจส่วนตัวต้องรับผิดชอบ (เจ๊งละ 55)

    ปัญหาของการจัดงานเลี้ยงรุ่นทุกๆปี ก็คือ... ความเห็นที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อาหาร กิจกรรม ฯลฯ

    สถานที่... แน่นอนด้วยความที่เราต้องการที่จะระลึกความหลังกันพอสมควร ทางเลือกที่แทบไม่ต้องคิดของสถานที่นั่นก็คือ บางแสน แต่จะเป็นบรรยากาศ รูปแบบ ความสะดวก นั่นแหละปัญหา บ่อยครั้งที่เป็นร้านอาหาร บ่อยครั้งที่เช่าบังกะโลเป็นหลัง ความสะดวกก็แตกต่างกัน แต่ที่เห็นได้ชัดและสะดวกจริงคือ บังกะโล เพราะจะมีเหล่าสมาชิกวงป๊อกเด้งตั้งหน้าตั้งตารอคอยเวลาอยู่เสมอ พร้อมคำเว้าวอนให้ผมเข้าทรงเป็นเจ้ามือด้วย แต่ตอนหลังๆขี้เกียจสับไพ่ ถนัดไปทางลุ้นเลยต้องทำให้โดนชิงบัลลังค์ไปโดยปริยาย... ปีนี้ก็มีนำเสนอให้ไปที่อื่น มติก็มีเห็นด้วยบ้าง แย้งบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็แย้งด้วยเหตุผลเรื่องการรำลึกความหลัง แต่ก็เพื่อไม่ต้องการให้เพื่อที่ร่วมเสนอและสนับสนุนน้อยใจ เลยเอาให้ไกลไปนิดคือไม่ได้อยู่ที่บางแสน แต่อยู่ในจ.ชลบุรี !!!

    อาหาร... มีทั้งเซท มีทั้งบุฟเฟ่ มีทั้งทำเอง... ตอนหลังๆเลยออกแนวสั่งด้วย ทำด้วย ก็สั่งพวกกับข้าว แล้วก็ทำพวกปิ้งย่างกันเอง อืมมม อันนี้น่าจะเป็นอะไรที่ลงตัว แต่ด้วยความที่ปีนี้อาจจะไม่ได้จัดอยู่ในบางแสน ซึ่งจะยากขึ้น เพราะข้าวของที่เตรียมการส่วนใหญ่ก็ของเพื่อนที่พักอยู่แถวบางแสนทั้งนั้น...มันจะหอบไปด้วยรึเปล่าล่ะ

    กิจกรรม... ส่วนใหญ่จะเป็นอะไรที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะพิธีกร หรือนำกิจกรรม เพราะเป็นตั้งแต่เรียน แล้วก็ชอบเนียนตอนเมา..!! บ้างก็เล่นกีฬา บ้างก็ทำบุญ บ้างก็กิจกรรมสัมพันธ์ แต่ยิ่งแก่เพื่อนเราก็ยิ่งเงื่อนไขชีวิตเยอะครับ นั่นคือความยากของการจัดกิจกรรม กีฬาก็เหนื่อยไป หนักไป ไม่ได้ซ้อม...ทำบุญก็อยากทำคนละแบบ บ้างอยากทำกับวัด กับเด็กพิการ กับคนแก่ กับสัตว์ กับธรรมชาติ ฯลฯ อะไรก็ดีทั้งนั้นแหละเพื่อน ถ้าทำบุญ... กิจกรรมสัมพันธ์... เลอะเทอะ ไม่ใช่เด็กแล้วนะ อายลูกอายผัว ร้อนแดด กลัวดำ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลของความยุ่งยาก นั่นทำให้เห็นถึงข้อดีที่บนโลกนี้ยังมี ไพ่และคาราโอเกะ ให้ความบันเทิงกับมนุษยชาติ 555++

    จะยาก จะง่าย ไม่ว่าเรื่อง สถานที่ อาหาร กิจกรรมฯลฯ มันไม่ใช่ไฮไลต์หรอกครับ เรื่องที่ต้องการมากกว่านั้นก็คือ จำนวนของสหายที่จะมา Enjoy กัน ความสัมพันธ์ในการพบปะต่างหาก ทุกครั้งที่ไปเลี้ยงรุ่น ก็จะมีภาพเก่าๆและภาพใหม่ๆวิ่งสวนกันไป สวนกันมาให้ได้แอบอมยิ้มได้เป็นเดือน แล้วเจอกันเพื่อน ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    May 22

    หางาน... หรือ งานหา...

    หางาน... แทบทุกคนบนเส้นทางสายลูกจ้างทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ล้วนแล้วแต่เคยผ่านประสบการณ์การหางานมาแล้ว เราต่างรู้ดีว่าในอดีตการหางานนั้นค่อยข้างที่จะลำบาก เนื่องจากการสื่อสารก็ดี การเดินทางก็ดี (จริงๆต้องบอกว่า ก็ไม่ดี) ล้วนแล้วแต่ยากลำบากซะเหลือเกิน สังเกตง่ายๆว่าเมื่อก่อน คนส่วนใหญ่จะเลือกทำงานใกล้ๆบ้าน หรืออีกทีก็เดินทางสู่มหานคร (กรุงเทพฯ) เพื่อมาวัดดวงเอาข้างหน้า... ปัจจุบันการหางานง่ายมากถึงมากที่สุด การประกาศก็หลายช่องทางเหลือเกิน ไม่ว่าจะป้ายประกาศ หนังสือพิมพ์ ใบปลิว โทรทัศน์ แต่ช่องทางที่น่าจะฮิตที่สุด ก็คงจะเป็นทางอินเตอร์เนท ไม่ว่าจะเป็น JOBDB, NATIONSEJOB, JOBTHAI ฯลฯ ประกาศแล้ว สมัครก็ง่าย แค่ส่งอีเมล แล้วก็โทรศัพท์ไปถามปลายทางว่าได้รับเมลหรือยัง... ก็เกือบจบขั้นตอนการสมัคร แทบจะลืมเรื่องการส่งจดหมายสมัครงานไปเลย 555++ นั่นคือเรื่องง่ายในการประกาศและสมัครงาน แต่จะได้งานหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง... เพราะหากคุณไม่เทพแล้วไซร้ ก็ยากส์ที่จะต่อกรกับนักหางานมืออาชีพทั้งหลาย...ซึ่งเชี่ยวชาญทั้งการส่งเมลหางาน สัมภาษณ์ ทดสอบ ฯลฯ โดยเฉพาะสำหรับยุคปัจจุบันที่มีคนตกงานเป็นล้านเยี่ยงนี้

    งานแรกที่ผมทำไม่ได้เกิดจากการหาแต่เป็นอานิสงค์จากการทำกิจกรรมสมัยเรียนอยู่... งานที่สองหา งานที่สามหา งานที่สี่หา งานที่ห้าหา.... แต่ในระหว่างครั้งที่สองถึงครั้งที่ห้าที่ผมหางาน มันไม่ใช่แค่สี่ที่ สี่บริษัทนะครับ... ผมว่าน่าจะมากกว่า 50 บริษัท นั่นยังไม่รวมกับการหาในช่วงที่เบื่อๆระหว่างการทำงานด้วย... นั่นหมายถึงผมได้เคยส่งเมลสมัครงาน และได้ไปสัมภาษณ์กับบริษัทชั้นนำ และบริษัทชั้นตามมาแล้วนับไม่ถ้วน แน่นอนย่อมมีทั้งได้ ทั้งไม่ได้ ทั้งยอมรับ ทั้งปฏิเสธ นั้นคือห้วงแห่งการหางานด้วยเหตุผลและนัยที่ต่างกัน...

    งานหา... น้อยคนบนเส้นทางสายลูกจ้างมืออาชีพ (มืออาชีพจริงรึเปล่า!!!) ที่จะมีงานมาหา... นั่นหมายถึงคุณต้องมีความเชี่ยวชาญในงานสายอาชีพของท่านจริงๆ และแน่นอนต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วย ไม่ว่าจะเป็น การเป็นที่รู้จักคนในวงการสายอาชีพเดียวกันซึ่งอาจเกิดจากการไปร่วมประชุมหรือสัมนาบ่อยๆ การเคยเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานภายนอก หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงานในบริษัทฯเก่าที่เคยทำงานมา และที่ขาดไม่ได้คือ ความพริ้วไหวไหลลื่นพูดง่ายๆ ก็คือ มั่วเก่งซึ่งถ้าหลายท่านถ้าได้เคยสัมผัสกับผมจะรู้ดีว่า เรื่องมั่วเก่ง นี่เป็นอะไรที่ผมถนัดมากๆ 555++ นั่นทำให้ทุกวันนี้เริ่มจะมีงานมาหาผม... ด้วยข้อเสนอที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ยั่วยวนบ้าง กวนติงบ้าง... แต่สุดท้ายก็ยังไม่เคยที่จะอ่อนใจหรือใจอ่อน แต่สหายครับ มันไม่แน่แล้วสิครับสำหรับวันนี้...  ข้อเสนอดีดี บริษัทฯไม่มีปัญหา ผู้บริหารยอมเสียเวลา กติกาน่าสนใจ (ซัดเป็นกลอนอีกแล้ว) และด้วยสถานการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับองค์กรและเรื่องส่วนตัว หรือส่วนนึงอาจจะเป็นผมเองที่อาจจะเริ่มอิ่มตัว เบื่อ หรือหมดความท้าทาย (รึเปล่า) จึงอาจจะถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ แต่จากการที่ได้ปรึกษาพี่ที่คุ้นเคยมีทั้งแนะนำให้อยู่ และให้ไป ด้วยเหตุผลประกอบนานาประการ แล้วใครล่ะที่พูดจริง!!! อืมมม ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ ถ้าผมไม่ย้ายก็คงอยู่ยาว.... แล้วถ้าเป็นท่านจะตัดสินใจอย่างไร??? ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    May 20

    บรรยากาศใหม่ๆ อารมณ์เดิมๆ

    บรรยากาศใหม่ๆ อารมณ์เดิมๆ ได้ย้อนกลับมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรื่องของเรื่องก็คือ... อันที่จริงแล้วผมเคยเป็นพ่อค้ามาก่อน เอาเป็นว่าตั้งแต่เด็กเลยแล้วกัน เพราะอะไรน่ะเหรอ.. เมื่อก่อนคุณย่าผมเปิดร้านขายของชำ (ร้านกรองแก้วน่าจะใหญ่ที่สุดในอำเภอละ ในตอนนั้น) ผมก็เป็นเด็กเปิดร้าน ทำความสะอาด จัดของ ขายของไปเรื่อย นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเป็นพ่อค้า และก็มีอีกหลายครั้งที่ทั้งเฉียด และตั้งใจ แต่ที่เห็นชัดๆน่าจะเป็น หลังจากเรียนจบ ตอนนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีงานทำนะครับ แต่ปรากฎว่าเพื่อนซี้ที่อยู่ด้วยกัน เรียนไม่จบ ต้องเรียนถึงห้าปี ซึ่งปีที่ห้าของการเรียนนั้น ไม่สามารถกู้ทุนรัฐบาลเรียนได้ (อ่ะแหน่...ไม่รู้อ่ะสิ) เพราะเกินเวลาที่หลักสูตรกำหนด... จึงจำเป็นต้องหาอาชีพที่พอจะเลี้ยงเพื่อนอีกคนได้ ไหนจะค่าเทอม ค่าห้อง ค่ากิน... นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของ ทอดมันหมู สูตรยายขาวถ้าเคยอ่านบทความก่อนหน้านี้ น่าจะรู้ว่ายายขาวคือใคร...(คิดถึงคุณยายจัง) ผมไม่ได้เรียนกับท่านโดยตรงหรอกครับ แต่ได้รับการถ่ายทอดสูตรมาอีกต่อหนึ่งจากแม่... ผมไปเรียนกับแม่ที่โคราช ผมก็เรียนไป ปรับสูตรไป จนได้รสชาดที่โอเค... จึงพกความมั่นใจกลับมาที่บางแสน สองคนกับเพื่อนเริ่มเตรียมการ มอเตอร์ไซด์เก่าๆ ที่มี (Yamaha100) ก็เอาไปต่อเป็นรถพ่วง ซื้อโต๊ะ ซื้อเตา ซื้อกระทะ ฯลฯ ช่วงนั้นผมยังทำงานตั้งแต่ 8.30-16.30 น.ก็ทำงานในมอบูร (มหาวิทยาลัยบูรพา)นั่นแหละ  อาศัยให้เพื่อนซื้อของที่จะขายมาเตรียมไว้ กลับมาผมก็ปรุงเครื่อง ออกจากบ้านก็ห้าโมงนิดๆ เราจะไปขายทุกที่ที่มีตลาดนัด แต่จะไม่ไกลจาก มอบูร วันแรกเลยจำได้ว่าไปขายที่ตลาดนัดแถวซอยสดใส (ข้างมอบูร) ทำกันแค่ 3 กิโล กะว่าไปลองตลาด... พี่น้องครับชั่วโมงเดียว.... หมดดดดด วันถัดมาก็ขายกันไปเรื่อยๆ เพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ กำไรก็หารสอง อย่างไม่ได้เลยก็วันนึงก็คนละ 300 แต่ข้อดีคืออะไรรู้ไม๊ครับ... แทบไม่ต้องใช้เงินเลย อย่างเราขายไม่หมด เราก็ทอดให้ร้านข้าวแกง แล้วก็เอาแกงจากเค้ามา 3-4 อย่าง แช่ตู้เย็นกินได้พรุ่งนี้อีกทั้งวัน... ขายอยู่พักใหญ่ๆ ก็เป็นอันต้องเลิกลา เพราะผมหมดสัญญากับงานที่ทำอยู่ และที่สำคัญคือได้งานที่บริษัทโซนี่ และต้องย้ายเข้ามาทำงานที่กรุงเทพ....

    และนั่นคือบรรยากาศเก่าๆ แต่บรรยากาศใหม่ๆเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาคืออะไร....??? เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปประชุมที่กรุงเทพฯ ปรากฎว่า แฟนผมเค้าอยากขายเสื้อผ้า (ให้คนที่ทำงานด้วยกัน) เอ้า.. เอาก็เอา วันเสาร์ก็เลยไปช้อปปิ้งกันที่ประตูน้ำ ปรากฎว่าลงทุนไปห้าพันกว่าบาท เสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็สไตร์คนทำงาน... แต่ก็แอบมีสไตร์เซ็กซี่บ้าง... ไม่ต้องข้ามวันเลย วันเดียวกันเรากลับมาก็รีดผ้า ติดราคา เตรียมขายเต็มที่ แล้วก็ไปลองขายกันเลย... ลองเดาสิครับว่าเราไปขายที่ไหนเป็นที่แรก...???? 555 อย่าบอกนะว่าเดาว่า..... ตลาดนัด.... ผิดครับ เพราะที่แรกที่เราไปขายก็คือ... หน้าบาร์เบียร์ บาร์เหล้า(แถวบ้านฉาง) กลุ่มเป้าหมายก็คือ สาวบาร์ทั้งหลาย... ผลปรากฎว่า ก็ผิดคิวพอสมควร เพราะพวกเธอขอคอมเม้นต์เลยว่า ชุดพวกนี้เรียบร้อยเกินไปสำหรับพวกชั้น นี่เธอ..ถ้าจะขายพวกชั้นนะ ปิดนมนิด ปิดนั่นหน่อย แหกหน้า แหกหลัง ฯลฯ รับรองขายดี.... 555++” แต่ก็ใช่ว่าขายไม่ได้เลยนะครับ... เชื่อมั้ยวันแรก ฟันกำไรไปเก้าร้อยกว่าบาท... โอ้วววว มันดีอย่างนี้นี่เอง... ตอนแรกที่ไปตั้งร้านกัน ก็ประมาณเปิดท้ายนั่นแหละ ก็ห้อยราวมั่ง ท้ายรถมั่ง คนซื้อก็เกร็ง คนขายก็ไม่มั่นใจ ตอนแรกก็มีมาสำรวจ ประมาณว่านึกว่าเราขายของมือสอง เพราะคงมองจากรถและคนขาย (ที่ดูหล่อและไฮโซ 555++) สักพักความตรึงเครียดก็ลดลง พี่สาวทั้งหลายก็แห่กันมาดู แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ซื้อเพราะแนวเสื้อผ้ามันไม่ใช่ เมื่อวานก็ไปประชุมที่กรุงเทพฯ เลยแวะไปซื้อของมาอีก เอาสิครับที่นี้ แหกหน้า แหกหลัง แหกทุกอย่าง ดูซิจะขายได้ไม๊... เย็นนี้แหละครับรู้ผล... นั่นคือที่มาของ บรรยากาศใหม่ๆ อารมณ์เดิมๆ ของพ่อค้าชื่อ จังโก้ ว่าแต่ถ้าว่างๆก็มาอุดหนุนกันบ้างนะครับ 555++ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    May 14

    Please

    จากการที่สเปชของเราสามารถดูสถิติของการเยี่ยมชมได้จาก Options => Statistics และมีบุคคลที่เข้ามาเยี่ยมสเปชผมแล้ว ณ วันนี้ก็ 3,565 ครั้ง.... เพื่อน พี่ น้อง... ต่างรู้จัก ถึงบ้างท่านอาจจะไม่มักคุ้น แต่ทุกครั้งที่ผมเข้าไปดูจะมีการโชว์ Referring address ของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม... ปรากฎว่าแทบทุกครั้งที่ผมเข้าไปจะพบกับ.. http://search.live.com/results.aspx?q=please นั่นหมายถึง บุคคลท่านนี้เข้ามาเยี่ยมชมสเปชของผมโดยบังเอิญจากการที่เซิร์ตคำว่า Please จาก http://search.live.com แต่ถ้าเป็นครั้งเดียวก็คงจะพอเข้าใจว่าบังเอิญผ่านมา... แต่กลับหาเป็นเยี่ยงนั้นไม่ บุคคลท่านนี้เข้ามาเรื่อยๆ (เข้าใจว่าเข้ามาในเวลาว่าง...) เปลี่ยนเรื่องที่อ่านไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องใหม่ เรื่องเก่า ย้อนเรื่องราวไปจนเกือบถึงเรื่องแรกๆที่เขียน... ข้อสงสัยนี้คงจะคลายไม่ได้ หากท่านไม่เปิดเผยตัว... ท่านรู้จักผม (เกือบจะดี) ที่นี้ผมก็อยากรู้จักท่านบ้าง... มารู้จักกันครับ...จะรอการตอบกลับนะครับ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    May 13

    เปิดซิง....

    และแล้วชายชาติทหารผู้อาจอง (อ่านว่า อาด-อง ไม่ใช่ อา-จอง) ต้องเสียความบริสุทธิ์ให้กับสาวที่แก่กว่ามาก และผ่านศึกสวาทมานับครั้งมิถ้วน (สังเกตได้จากอวัยวะบางส่วน...แหน่ๆ ทะลึ่ง) การถูกพรากความบริสุทธิ์ผุดผ่องครั้งนี้ เกิดเมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ของวันที่ 12 พฤษภาคม (เมื่อวาน) และที่น่าตกตะลึง (ตึงตึง) ก็คือ เธอได้มาพรากความบริสุทธิ์ถึง (หน้า) บ้าน เรื่องของเรื่องก็คือ เราได้ยินเสียงร้องโหยหวน ประหนึ่งว่าจะขาดใจ เสียงนั้นกอปรไปด้วยความสุข และความทรมานไปพร้อมๆ กัน.... ผมได้เดินตามเสียงนั้นไป เสียงนั้น ชัดขึ้น ชัดขึ้นเรื่อยๆ อะจ๊ากกกกก ภาพที่ปรากฎชัดตรงหน้า.... ไอ้ไข่ขาวฟันหมาตัวเมีย..... อะจ๊ากๆๆๆๆ หลังเสร็จกิจ (ที่ค่อนข้างยาวนานนนน 555++) ก็เดินมารายงานตัวด้วยท่าทางเขินๆ และเหนื่อยอ่อน 555++ ภูมิใจว้อยยยย กร๊ากกกกกกกกก ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้...
     
     
     
    April 24

    อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน...

    ใครเคยฟังเพลง ลีฟ แอนด์ เลิร์น (Live and Learn) ที่แต่งโดย บอย โกสิยพงษ์ แล้วก็ร้องโดย กมลา สุโกสน แคลปป์ (แม่ของน้อย, และสุกี้ วงพรู... ศิลปินในดวงใจอีกคู่) แล้วคงต้องมีน้ำตาซึมกันบ้าง หากกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงของชีวิต....

     

    เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
    ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน

     

    เปลี่ยน... จุดเปลี่ยนของคนเรามีอะไรบ้าง เด็กๆ ก็คงจะมีน้อย ยิ่งเด็ก ยิ่งเล็กน้อย... แล้วก็มักจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลวงนัก สอบตก อกหัก รักคุด สมุดบันทึกหาย.. ผมว่าจิ๊บจ้อย แต่เด็กบางคนก็จะตายให้ได้กับเรื่องพวกนี้.. แล้วจุดเปลี่ยนของผู้ใหญ่หล่ะ... หย่าร้าง ห่างเมีย เสียญาติ ขาดขา ตาบอด มอดไหม้ ไข่ฟ่อ พ่อป่วย ซวยรก... ตกงาน

    เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสม มีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน

     

    สำหรับคนบางคนมันไม่ง่าย เพราะมันเนิ่นนานเหลือเกินกับความสุขสม และการได้หัวเราะ... หลายปี ของการสุขสม และการได้หัวเราะ กับสิ่งที่เรียกว่า “’งานและเป็นสิ่งที่ทำให้ได้มาซึ่ง เงิน” แล้วนำไปสนองซึ่งปัจจัยที่ทั้งสำคัญและไม่สำคัญในการดำรงชีวิต แต่แล้ว... มันต้องหายไป...

    อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

     

    แน่นอนต้องเรียนรู้ เพราะคนเราเกิดมาทั้งชีวิต จะมีสักกี่คนที่เคยเรียนรู้เรื่องการ เลิกจ้าง

    แน่นอนต้องยอมรับมัน เพราะคุณก็แค่เฟืองเล็กๆที่คอยขับเคลื่อนองค์กร บางที่อาจถึงเวลาเปลี่ยนเฟือง เฟืองบางตัวถอดออก แต่เครื่องจักรก็ยังเดินต่อได้ แต่อย่าลืม อาจมีเครื่องจักรอีกตัวที่รอการเติมเต็มจากเฟืองที่ถูกถอดออกไปก็ได้...

     

    เมื่อเรียนรู้ เมื่อยอมรับ ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ แล้วก้าวไปกับมัน โดยมีสติเป็นตัวขับเคลื่อน ใช้ความฝันแค่พอเพียง แล้วเรียงร้อยให้เป็นความจริง ไม่นานคงได้สุขสม และหัวเราะอีกครั้ง...

    สุขก็เตรียมไว้ ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล จะได้รับความจริงเมื่อต้องเจ็บปวดไหว

    เมื่อผ่านมันมาได้ ก็ถือว่ามีประสบการณ์ เมื่อมีประสบการณ์ ก็ยากที่จะพลาดพรั้ง แต่สุขและทุกข์คือของคู่กัน จำไว้ว่าสักวันมันต้องมา...

    ตอนนี้มีพี่ที่นับถือกำลังเรียนรู้... ก็ต้องให้กำลังใจและคอยดูแลกันไปตามอัตภาพ แล้วก็เป็นกระจกสะท้อนกลับมาให้มองตัวเอง ซึ่งมักจะประมาทกับการใช้ชีวิตอยู่เสมอ... อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนบ้าง... แล้วพวกคุณหล่ะ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

     

    April 21

    ขับรถไม่สุภาพกรุณาโทรแจ้ง....

    ขับรถไม่สุภาพกรุณาโทรแจ้ง....ข้อความซึ่งส่วนใหญ่ (จริงๆก็แทบทั้งหมด) จะติดไว้ท้ายรถ (ติดข้างหน้าเอ็งจะเห็นรึ 555++) ของผู้ซึ่งคนขับมิใช่เจ้าของรถ เพราะถ้าเป็นเจ้าของรถขับเองแล้วไซร้ คงเดาได้ว่าเบอร์ที่ให้ติดต่อคงเป็นคุณภรรเมีย 555 ที่ห่วงสุภาพของสามีจนเกินงาม จนต้องคอยติดตามอยู่ท้ายรถ แต่ถ้าคุณภรรเมียทั้งหลายสามารถทำได้ ผมคิดว่าคงอยากตัดสติ๊กเกอร์ตัวใหญ่ๆ แปะท้ายรถให้ทราบทั่วกัน คนขับผัวกรู ดูได้ห้ามแตะ” 555++ ทิ้งท้ายด้วย ขับรถเข้าที่อโคจรกรุณาโทรบอก....อูยยย แค่คิดภาพก็...สยิ๋วกิ้ววว  ไม่แน่นะอนาคตอาจมีกฎหมายออกมาก็ได้ ช่วงนี้เค้ายิ่งฮิตออกกฎหมายเกี่ยวกับรถอยู่ด้วย ห้ามโทรแล้วขับ ห้ามกินเหล้า เอ้า..ห้ามพกเหล้า เอ้า..ห้ามมองสาว ห้ามกลับดึก เริ่มออกแนวกฎเมียอีกแระ อืมม กลับมาเรื่องเดิมก่อน ด้วยความที่มีสิทธิ์ แต่ไม่เคยใช้สิทธิ์ในหารขับรถบริษัทฯ เพราะมีรถส่วนตัว แล้วก็มีค่าสึกหรอรถที่อาจจะเรียกได้ว่าจ่ายแบบกลัวจะสึกหรอทั้งคัน 55 แต่ก็ยินดีน้อมรับครับ เฮอๆๆ ก็เลยได้แต่เฝ้ามองพนักงานท่านอื่นๆ หรือบริษัทอื่นๆ เค้าใช้รถบริษัทฯกันอย่างเมามันส์ ประมาณว่า ไม่ใช่รถกรู สุดทีนนนอืมม ก็ไม่ใช่จริงๆนี่ บ่อยครั้งที่โดนรถเหล่านี้กระทำชำเรา เอ้ยยย กระทำไม่สุภาพ ไม่ว่าจะเป็นแซงซ้าย ปาดหน้า เบียดแบบแทบจะสี ครั้นจะโทรไปแจ้งต้นสังกัด เบอร์โทรดันไม่ชัด บ้างก็ขาดไปตัว สองตัว สามตัว แล้วแต่อายุการใช้งานงาน บางคนพาลตัดเบอร์ตัวเองแปะซะงั้น..  เมื่อวานเลยแต่งกลอนแบบปลงๆให้กับสหายร่วมทางเหล่านี้... ไม่สุภาพในการขับรถ โปรดจดทะเบียนไว้ แต่อย่าพึ่งทำอะไร นึกในใจทีใครทีมัน... ทีเอ็งข้าไม่ว่า ที่ข้าเอ็งอย่างอลลล 555++ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    April 10

    อินมากไป ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล

    การเขียนถือเป็นห้วงหนึ่งของการบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ อาจมีการสอดแทรกอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็นส่วนตัว ณ เวลา (ที่เขียนเรื่อง) นั้นๆ แต่ทั้งนี้แล้ว ไม่สามารถอ้างอิงในทฤษฎีได้เพราะไม่ได้ผ่านการทำงานวิจัย ก็แค่ผ่านหัวใจผมเอง 555++ กราบเรียนผู้ที่เข้ามาร่วมทรรศนาทุกท่าน ยินดีมากๆ ที่เข้ามาเยี่ยมเยียน ดีใจมากกว่าที่ทักทาย ดีใจสุดๆหากชวนเป็นเพื่อนและได้สื่อสารกันผ่านวลีดั่งพี่น้อง แต่...พี่น้องคับ กรุณาอย่าอินกับมันมาก บางบทความ บางเรื่องราวผ่านมาแล้วเป็นปี แต่วลียังอยู่ในอินเตอร์เนท อืมมม ณ วันนี้เรื่องบางเรื่องสำหรับผมได้เปลี่ยนไปแล้ว เรื่องบางเรื่องคิดแบบใหม่ เรื่องบางเรื่องยังดำเนินไป แต่ส่วนใหญ่ใจยังเหมือนเดิม... สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ แค่ร่วมทรรศนาก็พอครับ อย่ามีอารมณ์ร่วมกับมันมากเลย...(อินจัด) บางคนมาปลอบใจผมเรื่องเลิกกับแฟนซะงั้น....โอ้วแม่เจ้า ผ่านมาเป็นปีจนผมมีแฟนใหม่แล้วคร้าบบบ อืมม แต่ก็ขอบคุณละกัน 555++ ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    April 05

    ไข่ขาวกับต้นไม้…

    อ่านหัวเรื่องคงจะสงสัยว่าจะทำยังไงให้มันเกี่ยวกัน... 555++ แต่ถ้าผมบอกว่าไข่ขาว ก็คือสุนัข หรือหมาของผมนั่นเอง 55 นั่นไงเริ่มเข้ากันรึยัง.. ไข่ขาวคือสุนัขเพศผู้ สายพันธุ์ Thousand ways แปลว่าพันธุ์ทาง เรียกให้มันหรูๆไปงั้นเอง เฮอๆ ไข่ขาวถือกำเนิดเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว (2551) จนตอนนี้ (เม.ย. 2552) ก็อายุประมาณ 8 เดือน ที่มาของไข่ขาวก็คือ วันนั้นขับรถไปแถวพูลตาหลวง อืมม ก็เห็นป้าย ศูนย์รับเลี้ยงสุนัขจรจัดอยู่ตามต้นไม้ข้างทาง ใจก็นึกแว้บขึ้นมาว่าอยากทำบุญ (กับสัตว์) บ้าง เลี้ยวไปตามทางที่ป้ายบอก ขับอยู่ดีๆ ป้ายบอกทางก็หายไปซะงั้น เลยจอดแวะถามร้านค้าแถวนั้น ประมาณสองร้าน และประมาณสี่คน ได้ความว่า เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา... (ทางลาดยาง แล้วก็ลาดปูน แล้วก็ลาดลูกรัง แล้วก็ไม่ราดอะไรเลย มีแต่โคลนล้วนๆ 555++) อ่ะไหนๆ ก็ไหนๆ (where where is where where) ลุยก็ลุย ไม่ช้าก็ถึงที่หมาย โดยมีสัญญาณเสียงต้อนรับ (หมาเห่าหอน) ให้เชื่อว่าคงมาไม่ผิดที่เป็นแน่แท้ เท่าที่เห็นด้วยตาเปล่า กะเคร่าๆ พื้นที่ไม่น่าเกินห้าไร่ กวาดสายตาเห็น กรงหมาใหญ่บ้าง เล็กบ้างสุดลูกหูลูกตา ก็เลยเดินเข้าไป เห็นฝรั่งสองคน (พูดไทยไม่ชัด) ก็เลยถามไปว่าจะมาบริจาคขอเดินดูหน่อยนะ ได้คำตอบมาว่า OK. ก็เดินไป พร้อมสูดกลิ่นอันไม่น่าพิสมัยเท่าใดนัก (กลิ่นอุจาระ ปัสสาวะของสุนัข) พร้อมทั้งฟังดนตรีซึ่งจังหวะนี้พึ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เกิดมา อ่ะไม่เชื่อลองฟัง... โฮ่ง โฮ่ง แง๊ก ป๊อก แง่งงง ฮับ บ๊อก โฮ่ง เอ็ง แง๊กๆๆ โฮ่ง งั่มๆๆ บรู๊วววววว เป็นไง เคยได้ยินรึเปล่าๆๆ 555++ นึกภาพไม่ออกหรอก ต้องไปเอง... เอ้าเดินไปจนสุดกรง แล้วก็เดินกลับ นับดูคร่าวๆ น่าจะไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตัว ตาบอดบ้าง พิการขาบ้าง หูไม่มีบ้าง ขี้เรื้อนบ้าง ตัวใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ผอมแห้งบ้าง... เห็นแล้วรู้สึกเวทนา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหมาตัวสวยๆนะ อืมม มีเยอะทีเดียว เต็มกรงเลย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ พูดเดิ้ล ชิสุ บางแก้ว...ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ได้รับเกียรติให้จรจัด.. ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปเอามาเลี้ยงเล้ยยย (แอบบ่น) อ่ะจะกลับแระ ฝรั่งกวักมือเรียก อีนี่ๆมาทางนี้หน่อย (ออกแนวแขกนิดๆ เฮอๆๆ) ปลายนิ้วของฝรั่งก็ชี้ไปที่กรงสุนัขแม่ลูกอ่อน มีลูกไม่เกินเดือนกำลังดูดนมบ้าง นอนหลับบ้าง เล่นบ้าง อยู่ประมาณ 6-7 ตัว.. เอาไปเลี้ยงสิ นะ สงสารมันนะ ไอรู้ว่ายูชอบ (มาเสือกรู้กะกรูอีก...) นะนะ ดูดิ มันมองยูใหญ่เลย สงสัยอยากไปอยู่ด้วย (เออ สรุปแทนหมามันอีก) เอาล่ะสิ ต่อมนางสาวไทยเริ่มจะแตก รักเด็ก รักสัตว์ขึ้นมาเชียว จริงๆแล้วผมรักหมามาตั้งแต่เด็กล่ะ ชอบเลี้ยงมาตลอด ใช้สติครุ่นคิดอยู่ 29 วินาที อ่ะนึกว่าทำบุญ เอาไปเลี้ยงสักตัว... ฝรั่งยิ้ม (ไม่แน่ใจว่ายิ้มแบบมีเรสนัยรึเปล่า แต่แอบเห็นสายตาจ้องมาทางตรูดผม !!! อูยยย) เลือกมาได้หนึ่งตัวสีขาวจั๊ว... (นั่นอาจเป็นที่มาของชื่อมันก็ได้ .. ไข่ขาว)  ฝรั่งพูดต่อ... เอาไปตัวเดียวเหรอ มันเหงานะ เอาไปอีกตัวนะ ให้มันเป็นเพื่อนกัน นี่ตัวนี้เพื่อนรักมัน (ไปรู้กับมันอีก) อุ้มมาให้เสร็จสรรพ พร้อมทั้งคำเยินยอ คุณนี่ช่างใจบุญจริงๆเอ่อๆ ผม เอ่อ ... ยังไม่ทันพูดอะไร ฝรั่งตัดบท พาไปลงชื่อในสมุดบันทึก ขอที่อยู่เสร็จสรรพ (แต่จนวันนี้ก็ไม่เห็นได้รับข่าวสารอะไร) แล้วผมก็บริจาคเงินไปนิดหน่อย แล้วก็กลับบ้าน.... กำลังสงสัยรึเปล่าว่าอีกตัวหายไปไหน??? ไข่เค็ม ใช่... เพื่อน หรือพี่น้องของไข่ขาว... ไข่เค็มยิ่งโตยิ่งหล่อ มีหลายคนเคยถามว่าซื้อมาเท่าไหร่?? เพราะไข่ขาวเหมือนพันธุ์ ลาบราดอร์ มั๊กๆ แต่ก็อยู่กับผมได้ไม่นาน เพราะเค้าปอดบวมตายเมื่อหน้าหนาวที่ผ่านมา ทั้งๆที่ไข่เค็มแข็งแรงกว่าไข่ขาวมากๆ ช่วงนั้นไข่ขาวป่วย ป่วยมากๆด้วย ผอมเลย หลังจากพาไปหาหมอก็ทั้งกรอกยา กรอกข้าว กรอกน้ำ จนหาย (หมอกำชับให้ใส่เสื้อทั้งสองตัว แต่ไข่เค็มไม่ยอมใส่ กัดออกตลอด) พอไข่ขาวหาย ไข่เค็มก็ป่วย แต่ป่วยแบบหนักทีเดียวเลย อยู่ได้สองวันก็เสีย... ตอนนี้ก็เลยเหลือไข่ขาวตัวเดียว มันคงเหงาน่าดู แต่ก็ไม่อยากเอาตัวอื่นมาอีกแล้ว สงสารมัน ตอนมันตาย เอ้า... กลับมาที่หัวเรื่องดีกว่า ไข่ขาวกับต้นไม้อาจจะเป็นเพราะไม่มีเพื่อนกระมัง ไข่ขาวเลยใช้ต้นไม้แทบทุกต้นที่ผมปลูกไว้เป็นเพื่อน ทั้งดึง ทั้งถอน ทั้งขุด ทั้งกัด ทั้งทำลาย แต่ก็ให้อภัย แต่บางวันก็นึกอยากไปส่งในที่ที่เค้ามา เฮอๆๆ แต่พอนึกได้ว่า คงเพราะแบบนี้มั้ง หมาจรจัดถึงได้เต็มไปหมด... สุดท้ายก็ต้องดูแลกันต่อไป ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

    March 30

    KTD Thailand Rock Festival 2009

    เทศกาลดนตรีร็อคแนวฮิบ ริมทะเล ณ หาดยาว สัตหีบ เมื่อเสาร์-ติ๊ดที่ผ่านมา (28-29 มีนาคม 2009) หรือใครจะเรียกว่าคอนเสิร์ตอะไรก็ช่างหัวมานเถอะ... เพราะผมปฎิญาณกับตนเองไว้แล้วว่า ถ้ามี คอนเสิร์ต แนวเรกเก้ สกา บอสซาโนว่า ที่ไหน ต้องมีจังโก้ที่นั่น... เฮอๆๆ เวอร์ไปอ่ะเป่า จริงๆ ติดใจตั้งแต่งาน Honda Summer Festival 2008 ที่เขาตะเกียบ หัวหิน เทศกาลดนตรีฤดูร้อนเมื่อปีที่ผ่านมาล่ะ ไปไม่กี่คนหรอก แต่เต้นซะทะเลจืดไปเลย 555 กลับมาที่งานนี้บ้าง ไม่ได้เหลียวแลเล้ยยย ไอ้เจ้าเวที่ร็อคเนี่ย เพราะอะไรรู้เปล่า ลองกลับไปดู Blog ข้างล่างสิ เพิ่งไปคอนเสิร์ตที่พัทยามาไง (Pattaya International Music Festival 2009) เจอแต่ร็อคตัวพ่อท้างน้านนน BIG ASS เงี้ย BODYSLAM เงี้ยย เบื่อร็อคไปอีกนาน... ไปถึงงาน (หาดยาว) ก็เกือบๆบ่ายสาม แม่ม ร้อนสาดๆ จอดรถไว้หน้างาน กะว่าเดินอีกหน่อยคงถึง 555 คิดผิด... ต้องนั่งวิน FINO กระทิงแดง (จบงานนี้คงไปแจกต่อ 555) เกือบกิโลแหละ เพื่อไปจุดขายบัตร... ที่มาซื้อหน้างานเพราะจะจองผ่านเวปไซด์ ปรากฎว่าต้องใช้บัตรเครดิต พอดีไม่มีบัตรเครดิตซักกะใบ เลยโทรไปสอบถาม ได้ความว่าซื้อหน้างานก็ได้ อืมมม อ่ะถึงจุดขายบัตร (ร้อนมั๊กๆ) สงสารคนขายบัตร และเหล่า Staff จากหน้าขาวๆ งี้แดงเชียว... แบบว่าผมแอบเก็บฝากระทิงแดงมา 30 ฝา 555++ ลดได้จริงๆโด้ยยย ก็จาก 800 ก็เหลือคนละ 650 เบ็ดเสร็จ 1300 พอซื้อบัตรเสร็จ Staff ก็แนะนำให้จองที่กางเตนท์ (พอดีเอาเต็นท์มาด้วย) แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เลยกะว่าไม่ค้างเพราะ ถุรกันดารมากกก... (ด้วยความที่เราไฮโซ คริๆๆ) ก่อนเข้าทางเข้างาน มีให้ใส่ Wristband ยี่ห้อกระทิงแดง ป้องกันการแอบอ้าง... หิวๆๆ กะหาอะไรกิน เดินๆๆๆ ขอบอกว่าค่อนข้างไกล เกือบกิโลได้มั้ง อืมม ไปนั่งซัดข้าวไข่เจียว หมึกไข่ทอด ลูกชิ้นปิ้งอีก 3 ไม้ (100 บาทพอดี) เอาสิเริ่มอิ่ม.. นั่งเล่นใต้ร่มไม้รอเวลา... เหลือบไปเห็นซุ้มเบียร์ลีโอ เอาว่ะ แก้กระหาย... เดินดิ่งเข้าไปถาม แก้วละร้อยๆๆๆๆๆ (เสียงยังก้องในหู) ก็ขวดนึงแหละที่แก้วใบนั้นรับได้ นี่กะขายไปสร้างตึกเลยป่าวเนี่ย โห..โขกซะ แต่ก็ใช่ว่าไม่ซื้อนะ พอดีหิวน้ำอ่ะ จัดมาหนึ่งแก้ว... เอ้าละ 4 โมงละได้เวลาวงแรก... Yellow Flag (ไม่แน่ใจ) วงหญิงล้วน ขอบอกว่าเวทียังแดดเปรี้ยงอยู่เลย ผมเลยเลือกที่จะนั่งโยกใต้ร่มไม้ แถวๆซุ้ม CANON (แอบไปปริ้นรูปฟรีมารูปนึง คริๆๆ) แต่ก็มีพวกบ้าพลังอยู่สัก 5-6 คน (สงสัยแฟนพันธุ์แท้รึไม่ก็หน้าม้า 555) ยืนตากแดดเชียร์อยู่หน้าเวที...  ยิ่งวงถัดไป เวทีก็ยิ่งร่มไปเรื่อยๆ ผมกระกระเถิบเข้าใกล้เรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีก็อยู่หน้าเวที ตอนวง OK MOCCA เล่นพอดี.. ด้วยนิสัยอันยาวนาน (สันดาน) แน่นอน ผมไม่นั่งอยู่เฉยๆแน่ เต้นดิคับ อ่ะแน่นอน นึกออกเปล่า เต้นแนวเรกเก้ สกา เค้าเต้นกันยังไง ชิก กะ ชิก ชิก กะ ชิก สุดทีนนน จริงๆครับ แต่ขอบอกว่าพื้นเวทีมันไม่ใช่ทรายอ่ะดิ ฝุ่นชัดๆ เสื้อขาวๆงี้ดำไปหมด 555 แต่ก็มันส์... อือ ไฮไลต์ของเวทีนี้น่าจะอยู่ที่ ทีโบน โจอี้บอย (ก้านคอคลับ) และกรู๊ปไรเดอร์ สนุกจริงๆ มันส์จริงๆ แต่ถ้าใครคาดหวังจะให้ทุกอย่างเพอร์เฟค คงต้องผิดหวังไปล่ะคร้าบบบบ จะเอาอะไรมากมายกับบัตรราคาแค่นี้ คุณไปเที่ยวผับคืนเดียวยังไม่พอเล้ยยย ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา... จังโก้

     

    March 24

    Pattaya International Music Festival 2009

    ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนบนโลกใบนี้ที่ไม่เคยไปดูคอนเสิร์ต อย่าไปนับรวมกับเจ็ดสีคอนเสิร์ตที่คุณดูในทีวีนะครับ หรือที่ไปดูตามผับ ตามบาร์ก็เหอะ ต่างกันเยอะครับ... ต่างกันตรงไหน... อารมณ์ ความรู้สึก พลังงาน บรรยากาศ ผมเคยไปมาหลายที่แล้ว สนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง ล่าสุด พัทยาอินเตอร์เนชั่นแนลมิวสิคเฟสติวอล 2009 (Pattaya International Music Festival 2009) ไปมาสองวัน วันแรก กับวันสุดท้าย พูดง่ายๆ ก็ไม่ได้ไปแค่วันที่สองวันเดียว (งานมีสามวัน) จริงๆอารมณ์ช่วงนี้ชอบมากกับดนตรีประเภท เรกเก้ สกา... แต่ดูรายชื่อศิลปินแล้วเลือกที่จะไปเวทีร็อคมากกว่า ทั้งสองวันแทบจะเหมือนกันก็คือ คนเยอะ ต้องเรียกว่าเยอะมากๆ คงเพราะเป็นฟรีคอนเสิร์ต แถมศิลปินดังๆมาเพียบ เลยเป็นศูนย์รวมของ แว้นซ์บอย สก๊อยด์เกิร์ลเพียบ เรียกได้ว่าตั้งแต่ที่จอดรถ (มอเตอร์ไซด์เยอะมากกก) ทางเดิน ไปจนถึงบริเวณเวที กวาดสายตาดีๆ คนรุ่นราวคราวเดียวกันน้อยมาก (ประมาณ 25 ปี คริๆๆ) เคยได้ยินคนรุ่นเดียวกัน หรืออายุมากกว่าหลายคนพูด... วุ่นวาย โครตมั่ว ชอบตีกัน คนเยอะ ไม่ชอบไปแย่งใคร เบียดเสียด ฯลฯ จริงครับ แต่คุณลืมพูดอีกอย่าง มันโครตมันสสสสส์... จริงๆนะครับ บางคนไม่เคยขึ้นเวที ไม่เคยเป็นศิลปินไม่รู้หรอกครับ เวลาที่คุณอยู่บนเวที แล้วมีคนมาดูคุณเยอะขนาดนี้ มันตื่นเต้น มันประหม่า (ให้เป็นศิลปินเก่งๆก็เหอะ) และมันอยากให้ทุกคนสนุก มันส์ เพราะฉนั้น ทุกคนก็เต็มที่ ทั้งคนร้อง คนเล่น คนเต้นก็เหอะ ซ้ายก็เต้น ขวาก็เต้น คุณว่าผมจะทำอะไร...??? เสียงกีตาร์ เสียงกลอง เสียงเบส เสียงกรี๊ดดด ดังอยู่ตรงนั้น มันส์ครับ นานๆไปที ก็ได้รู้สึกปลดปล่อย มีกระทบกระทั่งกันบ้างก็ต้องให้อภัย ไม่ได้ดูทีวีที่บ้านหนิครับ ถึงไม่ต้องเหยียบตีนใคร  สุดท้ายท้ายสุด ร่างกาย (สังขาร) มันก็จะบอกคุณเองว่าควรกลับตอนไหน แล้วก็มานอนปวดขาที่บ้านเพราะใช้งานเกินพิกัด 555++ ผมขอแนะนำคนที่ไม่เคยไปไหนให้ออกไปใช้ชีวิตซะบ้างนะครับ ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนไป... ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้

     

     

    March 05

    เรียนเพื่อรู้ หรือเรียนเพื่ออยู่รอด

    เรียนเพื่อรู้ หรือเรียนเพื่ออยู่รอด

     

    หลายเหตุผลของคน โดยเฉพาะคนไทย... ให้เหตุผลของการเรียนว่า... เรียนเพื่อรู้ผมว่าบางทีอาจไม่ใช่ก็ได้ สังเกตสิครับ ว่าเราเข้าเรียนกันได้ยังไง ผมหมายถึงตั้งแต่เด็กนะครับ พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ทั้งนั้น พาไปส่งโรงเรียน ทั้งๆที่เด็กส่วนใหญ่ รวมทั้งผมด้วยไม่ได้เต็มใจเลยยย ผมว่าเราเรียนเพราะต้องเรียนรึเปล่า... ไม่แน่ใจ โอเคเรียนก็เรียน ก่อนอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ก็ว่ากันไป แล้วแต่ว่าใครมีกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังหัวใจมากกว่ากัน... ทำไมถึงต้องมีหลายกำลังเหรอ

    บางคนมีทรัพย์ไม่ยอมขยับร่างกาย

    บางคนจนชิบหายขวนขวายหาช่อง

    บางคนมีหัวใจแต่ได้แค่นั่งมอง

    บางคนต้องมีทั้งสามสองถึงได้เรียน... (ซัดเป็นกลอนอีกแล้วตรู)

    ก่อนอนุบาล... อันนี้แล้วแต่กำลังทรัพย์ และเวลา... อายุสำหรับเด็กที่จะเข้าก่อนอนุบาล เท่าที่ผมเห็นก็น่าจะประมาณ 3-4 ขวบ จะว่ากันไปก็ยังไม่ประสีประสากับชีวิตหรอก แต่ต้องไป เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่ต้องทำงาน ไม่มีเวลาเลี้ยงดู ครั้นจะเอาไปฝากย่า ยาย ให้เลี้ยงก็เกรงว่าจะโดนนินทาหาว่าไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก รึครั้นจะเอาย่า ยาย มาอยู่ด้วยก็ มีเงื่อนไขชีวิตอีกมากมาย กลัวจะขาดความเป็นส่วนตัว กลัวดูแลไม่ไหว กลัวผู้ใหญ่ไม่ชิน ฯลฯ นั่นเป็นเหตุให้เด็กถูกยัดเยียด ความรู้ทางด้านการแยกแยะสี การต่อยตีเพื่อน เผลอๆ มีวิชาภาษาเขมร พม่า แถมมาด้วย 555

    อนุบาล... เรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้อีกนั่นแหละ จะว่าไปเหตุผลในการส่งเรียนไม่น่าจะแตกต่างจากก่อนอนุบาลเท่าไหร่ แต่ผมมองว่า จริงๆระดับอนุบาลสำคัญมาก เป็นการปูพื้นฐานสู่อนาคตก็ว่าได้ ลองคุณมีลูกสองคน (สมมุติว่าฝาแฝด) ส่งเค้าเรียนโรงเรียนอนุบาลที่มีมาตรฐานแตกต่างกัน.. ยกตัวอย่าง อนุบาลนานาชาติเซนต์คาเบียล กับอนุบาลวัดเขากุดจี่ คุณจะเห็นความแตกต่างแน่นอน เชื่อผม...

    ประถม... อันนี้ไม่เรียนไม่ได้ เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เด็กพึงต้องได้รับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ว่าไปนู่น) มาตรฐานก็ว่ากันไปแต่ละโรงเรียนและประสบการณ์ของอาจารย์ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเรียนใกล้บ้าน เพื่อความสะดวก (ของพ่อแม่) หลุดโควต้าหรือจับฉลากไม่ได้ก็ค่อยว่ากันอีกที แต่ได้ข่าวว่า...ทุกวันนี้ต้องมีตังค์!!!

    มัธยม... ก็แบ่งเป็นสองส่วน ต้นและปลาย ผมเชื่อว่าในยุคปัจจุบันคงมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรไปเยอะแล้ว แต่ในสมัยผมนั้น ม.ต้นเรียนเหมือนกัน ไปว่ากัน ม.ปลาย บางคนก็ฉีกออกไปสายอาชีพ ช่วงนี้แหละที่ผมว่าสำคัญที่สุดของชีวิตการเรียน และคนที่เป็นที่ปรึกษาของเด็กต้องเก่งด้วย เพราะจริงๆในวัยนั้น ผมว่าเด็กไม่รู้หรอกว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ เพียงแต่ชอบไปตามเพื่อน ตามพ่อแม่ ตามฮีโร่ของเค้า อยากเป็นนู่น เป็นนี่ เปลี่ยนได้ทุกวัน แต่สุดท้าย คล้ายต้องเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการ !!!!

    มหาวิทยาลัย... ผมขอพูดที่ปริญญาตรีก่อนละกัน บางคนสอบเพราะเกรดถึง (โควต้า) ต้องสอบไปก่อนยิ่งหลายที่ยิ่งดี สอบได้ค่อยเลื่อกอีกที... แล้วตกลงคุณชอบอะไร?? บางคนสอบแบบลงคะแนนต่ำๆไว้ก่อน กลัวไม่ติด กลัวโดนประนาม กลัวอายเพื่อน กลัวถูกเยาะเย้ย... แล้วตกลงคุณชอบอะไร??  บางคนรอเรียนเอกชน มหาวิทยาลัยดังๆ ตามเพื่อน ตามดารา ตามสมัยนิยม หลีกเลี่ยงการสอบไม่ติด ฯลฯ ... แล้วตกลงคุณชอบอะไร??  บางคนพ่อแม่มีตังค์ ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก มหาวิทยาลัยดังๆ ผู้นำประเทศไปเรียนค่อนโลก... แล้วตกลงคุณชอบอะไร??  

     

    กลับมาที่คำถามเดิม ตกลงเรา เรียนเพื่อรู้ หรือเรียนเพื่ออยู่รอด ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง

    แต่เมื่อคุณจบปริญญาตรีใบแรก เริ่มเข้าทำงานที่แรก ที่ที่สอง สาม สี่.... คุณอาจจะต้องเรียนอะไรบางอย่างเพื่อการอยู่รอด...ไม่ว่าจะปริญญาตรี โท หรือเอก เรียนเพื่อรอดจากบีบคั้น กดดันของสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม กฎหมาย วงการสายอาชีพ บารมี ฯลฯ บางคนเข้าใจแล้ว บางคนต้องอธิบายต่อ... ก็ว่ากันไป ขอบคุณที่ร่วมทรรศนา จังโก้